Display Menu Menu
อัพเดตเทรนด์ธุรกิจ

ปรับร้านสู้วิถี New Normal เมื่อลูกค้าไม่อยู่หน้าร้าน บริการอาหารเดลิเวอรี่ ซื้อกลับบ้าน-จึงสำคัญกว่าที่คิด

Monday, August 10, 2020

จากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง จนกลายเป็น New Normal การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนเลือกใช้บริการเดลิเวอรี่อาหาร ทดแทนการเดินทางมาที่หน้าร้านด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ บริการเดลิเวอรี่ จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจร้านอาหาร และหากร้านของคุณกำลังต้องการเข้าสู่บริการอาหารเดลิเวอรี่ วันนี้เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล มีข้อความรู้ เทคนิคก่อนเริ่มให้บริการมาฝากกัน 

บริการเดลิเวอรี่ คืออะไร

บริการเดลิเวอรี่ คือ การจัดส่งสินค้า/บริการถึงที่ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่หน้าร้านด้วยตนเอง ซึ่งเป็นบริการที่มีอยู่ในหลายธุรกิจ และสำหรับธุรกิจร้านอาหาร ‘บริการอาหารเดลิเวอรี่’ (Food Delivery) เริ่มเติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงปรับตัวสู่วิถี New Normal ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปแบบจัดส่งผ่านผู้ให้บริการ หรือจัดส่งโดยพนักงานของร้านนั้นๆ

5 ข้อควรรู้ก่อนเปิด ‘บริการอาหารเดลิเวอรี่’ ควบคู่การให้บริการหน้าร้าน

เพราะความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนเริ่มต้นเปิดให้ บริการอาหารเดลิเวอรี่ (Food Delivery) ผู้ประกอบการควรเข้าใจถึงการดำเนินการ และแนวทางการปรับตัวที่ควรรู้ดังนี้

1.ปรับเมนูอาหารสำหรับบริการเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ
2. เลือกแพ็กเกจจิ้งให้ดี มีกำไรกว่าครึ่ง
3. จัดเซตเพิ่มกำไรร้านด้วย เมนูเครื่องดื่มเย็น
4. เข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางออนไลน์
5. ลดต้นทุนโดยเพิ่มออปชั่น รับ-ไม่รับพลาสติก

1. ปรับเมนูอาหารสำหรับบริการเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ

เพราะบาง ‘เมนูอาหาร’ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสั่งกลับบ้าน ดังนั้นกุญแจสำคัญของ ‘บริการอาหารเดลิเวอรี่’ (Food Delivery) คือ ปรับเมนูอาหารให้เหมาะสม โดยมีการทดลองการขนส่ง, ทดสอบอุณหภูมิของอาหาร และประเมินคุณภาพความสมบูรณ์ของเมนูหลังผ่านไป 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เมื่ออาหารส่งออกจากร้าน เพื่อค้นหาเมนูอาหารที่เหมาะสำหรับบริการเดลิเวอรี่อย่างแท้จริง

คำแนะนำ : เมนูอาหารสำหรับบริการเดลิเวอรี่ ไม่จำเป็นต้องยึดเมนูเดียวกับในร้าน สามารถสร้างสรรค์ได้ใหม่ หรือเลือกผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมรสชาติที่เสิร์ฟคู่กับเมนูอาหารเดลิเวอรี่ได้ เช่น แม็กกี้ ซอสเหยาะจิ้ม ขนาดซอง 5 มล. จับคู่กับข้าวหมูกระเทียมไข่ดาว เป็นต้น

2. เลือกแพ็กเกจจิ้งให้ช่วยเพิ่มกำไรร้านด้วย 3 ปัจจัยหลัก

สินค้าคุณภาพดี ควรอยู่ในแพ็กเกจจิ้งที่ดีด้วย โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารปรุงร้อน หรือเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ ควรสร้างสรรค์แพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสม ตามประเภทและเมนูอาหาร โดยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกแพ็กเกจจิ้งขั้นพื้นฐาน 3 ปัจจัยหลักสำหรับบริการอาหารเดลิเวอรี่ (Food Delivery) ดังนี้

2.1 เหมาะสมสำหรับการใช้งาน

อาหาร หรือ เครื่องดื่มแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิของอาหาร, วิธีการปรุงอาหาร รวมถึงความสะดวกในการใช้งานจริง ดังนั้นแพ็กเกจจิ้งที่ดีสำหรับบริการอาหารเดลิเวอรี่ ควรเก็บความสดใหม่ของอาหารได้ดี เช่น ทนความร้อน, สามารถเข้าไมโครเวฟได้, เปิด-ปิดง่าย หรือขนาดเหมาะสมกับปริมาณการเสิร์ฟ

 

คำแนะนำ : การเลือกแพ็กเกจจิ้ง ควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่ต้องเก็บอาหารนานกว่า 30 นาทีขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น เมนูพาสต้า คาโบนาร่า แพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสมควรทนความร้อนได้ดี สามารถแยกส่วนระหว่าง เส้นพาสต้า และครีมซอสได้ เพื่อป้องกันเส้นพาสต้าเสียสภาพเมื่อเสิร์ฟคู่กับครีมซอส และทิ้งช่วงเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนรับประทาน

2.2 ความแตกต่าง และดีไซน์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้า 

เมื่อได้รูปแบบแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสม ปัจจัยต่อมาคือสร้างความแตกต่าง เช่น เลือกกล่อง 2 ชั้นแยกซุป, ถุงซีลสุดเก๋, ขวดแก้วดีไซน์แปลกใหม่ หรือแพ็กเกจจิ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำมาออกแบบติดสติ๊กเกอร์ หรือโลโก้ร้านอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ มินิมอล, วินเทจ, ทันสมัย เพิ่มความน่าสนใจให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชียล ขยายต่อการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น


คำแนะนำ : แพ็กเกจจิ้ง เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของแบรนด์ร้านอาหารอย่างหนึ่ง ควรออกแบบให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของร้านเช่นกัน  

 

2.3 เลือกแพ็กเกจจิ้งให้เหมาะสมกับราคาจำหน่าย  

การพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง มักตามมาด้วย ‘ต้นทุน’ ที่มากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องคำนวณหาต้นทุนให้เหมาะสม โดยเริ่มตั้งต้นจากกลุ่มเป้าหมาย และราคาขายสินค้าของร้าน

3. จัดเซตสำหรับบริการอาหารเดลิเวอรี่ให้เพิ่มกำไรร้าน ด้วยการเพิ่มเมนูเครื่องดื่มเย็น

เพิ่มเมนูเครื่องดื่มเย็น จัดเซตหนึ่งมื้อให้ลูกค้า รู้หรือไม่ว่า ‘เมนูเครื่องดื่มเย็น’ เป็นเคล็ดลับที่ช่วยยอดขายให้ร้านอาหารคุณได้ สามารถชงขายได้ทันที เพราะมีต้นทุนน้อย ได้กำไรทุกแก้ว

นอกจากนี้เมนูเครื่องดื่มเย็น จะช่วยเติมเต็มให้ร้านคุณเป็น One-Stop Service (บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว) ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออาหาร เครื่องดื่มจบมื้อได้ในร้านเดียว หรือจะจัดเซตหนึ่งมื้อสุดคุ้มเพื่อดึงดูดใจลูกค้า

คำแนะนำ : วิธีการจัดเซตอาหาร เช่น อาหารรสจัด กับเมนูเครื่องดื่มเย็นซ่าจี๊ด ติดกลิ่นผลไม้, อาหารฟิวชั่น กับเครื่องดื่มชาเนสทีปิดมื้อ หรือจะเป็น อาหารเช้า กับเมนูเครื่องดื่มเย็นเนสกาแฟ หอมเข้มข้น เป็นต้น

4. ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ควรเข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางออนไลน์

มีสูตรอาหารเด็ด เครื่องดื่มอร่อยอย่าเก็บไว้! โปรโมทสินค้าด้วยภาพถ่าย หรือวิดีโอผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, Twitter และ Google My Business เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้ให้เข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง เป็นการเพิ่มโอกาสทดลองสินค้ามากยิ่งขึ้น

5. ลดต้นทุนโดยเพิ่มออปชั่น รับ-ไม่รับพลาสติกสำหรับบริการอาหารเดลิเวอรี่

ให้ตัวเลือกลูกค้า รับ-ไม่รับช้อนส้อมพลาสติก นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยังช่วยลดต้นทุนแพ็กเกจจิ้งของร้าน โดยถามถึงความสะดวกของลูกค้าว่าจะรับหรือไม่รับ ช้อน-ส้อมพลาสติก เพื่อประหยัดทรัพยากรในร้านอีกทางหนึ่ง

ทริคควรรู้

ลดการสัมผัสด้วยการชำระเงิน ผ่านช่องทางออนไลน์

ลดสัมผัส เพิ่มความสะดวก ด้วยวิถี New Normal ที่ผู้คนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ดังนั้นการลดการสัมผัสเงินสดโดยตรง และเลือกใช้การรับชำระแบบออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่นหรือสมาร์ทโพน ถือเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าอีกทางหนึ่ง

 

อ่านมาครบตรงนี้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่แล้วหรือยัง? ถ้าพร้อมแล้วลงมือทำได้เลยทันที และเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล พร้อมเคียงข้างธุรกิจคุณไม่ว่าสถานการณ์ไหน ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ทีมงานเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล คลิก https://www.nestleprofessional.co.th/contact-us หรือโทรสายตรงเนสท์เล่ 02-657-8625 (กด 1) 1162 (กด 1)